INDIA

หากได้ยินชื่อประเทศอินเดีย สิ่งแรกที่หลายคนอาจจะนึกถึงคือ ความวุ่นวาย ผู้คนแน่นเมือง ประเทศแห่งความเชื่อ และศาสนา แต่ท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวายที่ว่า ประเทศอินเดียยังมีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมด้วยนะ วันนี้เราจึงอยากพาเพื่อนๆไป เที่ยวชม พร้อมถ่ายรูป กับสุดยอดสถาปัตยกรรมในอินเดีย ที่เชื่อว่าหลายคนยังไม่เคยรู้ค่ะ

ป้อมอัครา (Agra fort) , เมืองอัครา (Agra)
ป้อมอัครา (Agra fort) , เมืองอัครา (Agra)

1.ป้อมอัครา (Agra fort) , เมืองอัครา (Agra)

ป้อมอัครา หรือที่รู้จักอีกชื่อนึงว่าป้อมแดง ตั้งอยู่ที่เมืองอัครา (Agra) อดีตเมืองหลวงของอินเดีย ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา (Yomuna) ในรัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) ห่างจากทัชมาฮาลเป็นระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร เป็นป้อมปราการหินทรายแดงขนาดใหญ่ ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) 

อดีตป้อมนี้เป็นเพียงป้อมปราการที่ทำขึ้นจากอิฐ สร้างโดยราชบุตรแห่งวงศ์ศิกวะ (Sikarwar) ก่อนจะมีทัชมาฮาลซะอีก และมีการสร้างเรื่อยมาใช้เวลากว่า 95 ปี เรียกว่าผ่านมาถึงสามยุคของกษัตริย์ในราชวงศ์โมกุลกันเลยทีเดียว เมื่อมาถึงจะเจอกับประตูทางเข้าอามาร์ สิงห์ (Amar Singh Gate) สูงประมาณ 21 เมตร ยาวถึง 2.4 กิโลเมตร ด้านนอกว่าว้าวแล้ว เข้ามาข้างในก็ยังว้าวได้อีกกับชั้นที่สองอย่างฮาติ โพล (Hathi pol) หรือ เอเลเฟ่น เกท (Elephant Gate) กำแพงสู๊งงงที่ในอดีตใครคิดจะบุกเข้ามาก็ต้องมีคิดหนักกันแน่ๆ

อาคารส่วนใหญ่ของป้อมสร้างในสถาปัตยกรรมแบบเบงกอล (Bengal) และคุชราต (Gujarat) ส่วนสิ่งก่อสร้างเด่นๆ ของป้อมอัครามีเพียบ ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังชะฮันครี (Jahangir Palace) พระราชวังเดียวที่แยกตัวออกจากกำแพงป้อม สร้างโดยกษัตริย์อัคบาร์ (Akbar) หรือจะเป็นท้องพระโรงสำหรับออกว่าราชการทั่วไปอย่างดิวัน อิ อัม (Diwan-i-am)

ท้องพระโรงส่วนพระองค์อย่างดิวัน-อิ-กัส (Diwan-i-Khas) มัสยิด (Masjid) หมู่พระราชมณเฑียรทองที่ตกแต่งอย่างสวยงามของเจ้าหญิงชะฮันนารา เบกุม ซาฮิบ (Jahanara Begum Sahib) และเจ้าหญิงรชนารา เบกุม (Roshanara Begum) พระราชธิดาของจักรพรรดิชาห์ชะฮัน ส่วนด้านนอกก็มีสวนองุ่น อันกุรี บักห์ (Anguri Bagh) สถานที่ประทับสำหรับฟังดนตรีอย่างโนบัต กานา (Naubat Khana) อีกด้วย

ประตูอินเดีย (India Gate), กรุงนิวเดลี (New Delhi)

2.ประตูอินเดีย (India Gate), กรุงนิวเดลี (New Delhi)

ประตูอินเดีย มีชื่อเดิมคืออนุสรณ์สถานเหล่าสงครามในอินเดีย (All-India War Memorial) หรือชื่อทางการว่า อนุสรณ์สถานนิวเดลี (Delhi Memorial) ประตูนี้ตั้งอยู่ที่กรุงนิวเดลี (New Delhi) ของอินเดีย ตัวอนุสาวรีย์ทำจากหินทราย สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้เหล่ากองทัพทหารบริติชอินเดียที่เสียชีวิตกว่า 70,000 นาย ในสงครามครั้งที่ 1 ช่วงปี ค.ศ. 1914–1921 และหากเดินเข้าไปดูที่ใกล้ๆ ประตูจะเห็นรายชื่อของเหล่าทหารทั้งจากอินเดีย และอังกฤษกว่า 13,300 นาย ที่เสียชีวิตจากทั้งสงครามชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ (Northwest Frontier) รวมถึงสงครามอัฟกันครั้งที่ 3 (Third Afghan War)

โดยด้านบนสุดของประตูนั้นสร้างเพื่ออุทิศให้กับเหล่าทหารที่ได้หายสาบสูญไปอีกด้วย ประตูอินเดียมีซุ้มโค้งกว้าง 9.1 เมตร และสูง 22.8 เมตร ในขณะที่ความสูงของมันทั้งหมดสูงถึง 43 เมตรเลยทีเดียว เป็นการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษเซอร์เอ็ดวิน ลิทเยนส์ (Sir Edwin Lutyens) แสดงออกถึงความเรียบง่าย คลาสสิคไม่มีลวดลายในแบบเอเชียนใดๆ เลย คล้ายกับประตูชัยฝรั่งเศสในปารีสอย่างอาร์กเดอทรียงค์เดอเลตวล (Arc de tripmphe de l’Étoile) ที่แห่งนี้นอกจากชาวอินเดียนิยมมาเดินเล่น พักผ่อนหย่อนใจแล้ว ยังเป็นที่จัดงานสำคัญๆ อย่างงานวันฉลองเอกราช รวมถึงงานสวนสนามในวันชาติ อีกด้วยค่ะ

พระราชวังหลวง (City Palace), เมืองชัยปุระ (Jaipur)

3.พระราชวังหลวง (City Palace), เมืองชัยปุระ (Jaipur)

พระราชวังหลวง อยู่ทางเหนือของใจกลางเมืองชัยปุระ (Jaipur) มีขนาดกว้างขวางครอบคลุมพื้นที่กว่า 1 ใน 7 ของใจกลางเมืองชัยปุระกันเลยทีเดียว พระราชวังได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยมหาราชาสะหวายจัย สิงห์ที่ 2 (Maharaja Sawai Jai Singh II) เพื่อเป็นที่พักผ่อน และอยู่อาศัยของเหล่าสมาชิกราชวงศ์ชัยปุระ ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงอาศัยอยู่กัน รูปแบบสถาปัตยกรรมแห่งนี้เป็นแบบราชปุตผสมกับโมกุล เพราะสมัยก่อสร้างแรกๆ ขณะนั้นราชวงศ์โมกุลได้เข้ามามีอิทธิพลในรัฐราชสถานแล้วนั่นเอง

ที่นี่มีชื่อเสียงในเรื่องความงามของจิตรกรรมฝาผนัง การแกะสลัก งานตกแต่งด้วยแก้ว หรือแม้แต่กระเบื้องสวยๆ ประตูหลักของที่นี่มีอยู่สามจุดด้วยกันได้แก่ ประตูวิเลนดร้า พอล (Virendra Pol) ประตูอุได พอล (Udai Pol) ที่คนทั่วไปสามารถเข้าออกได้ แต่สำหรับประตูตริโปเลีย (Tripolia Gate) จะมีไว้สำหรับสมาชิกราชวงศ์เท่านั้นจ้า นอกจากนี้ยังมีกิมมิคเป็นประตูเล็กๆ

อีกสี่ประตูที่แสดงออกถึงฤดูกาลทั้งสี่นั่นเอง ได้แก่นกยูงหรือ มอร์เกท (Mor Gate) หมายถึงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งมีลวดลายของนกยูงสวยงามที่ซุ้มประตู ประตูดอกบัว (Lotus Gate) ที่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อน ประตูเลเรีย (Leheriya gate) เป็นฤดูใบไม้ผลิ และประตูกุหลาบ (Rose Gate) หมายถึง  ฤดูหนาวนั่นเอง ภายในพระราชวังหลวงมีพระตำหนัก สวน พื้นที่พักอาศัยของราชวงศ์ และส่วนที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์สะหวายมาน สิงห์ (Sawai Man Singh Museum)

จัดแสดงสมบัติราชวงศ์มากมายอย่างภาพวาด ของใช้ หรือเสื้อผ้าอีกด้วย นอกจากนี้ไม่ใกล้ไม่ไกลก็มีอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2010 โดยองค์การยูเนสโก อย่างหอดูดาวจันตาร์มันตาร์ (Jantar Mantar) ที่ถูกสร้างในยุคมหาราชาสะหวายจัย สิงห์ที่ 2 เช่นกัน เพื่อเอาไว้คำนวณฤกษ์ และเวลาสำหรับการออกรบนั่่นเอง ที่นี่เปิดทุกวันเวลา 09.30 – 17.00 น.ค่ะ

พระราชวังสายลม (Hawa Mahal), เมืองชัยปุระ (Jaipur)

4.พระราชวังสายลม (Hawa Mahal), เมืองชัยปุระ (Jaipur)

พระราชวังสายลม หรือฮาวา มาฮาล (Hawa Mahal) ตั้งอยู่ที่เมืองชัยปุระ (Jaipur) ในรัฐราชสถาน (Rajasthan) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1799 โดยมหาราชาไสว ประธาป สิงห์ (Maharaja Sawai Pratap Singh) เพื่อให้สนมนางใน หรือสตรีในราชวงส์ใช้เป็นที่ชมชีวิตประจำวันของประชาชนในเมือง หรือกิจกรรมต่างๆ ที่เคลื่อนผ่านพระราชวังนั่นเอง ที่นี่ได้รับการออกแบบโดยลาล ชันด์ อุสถัด (Lal Chand Ustad) โดยมีสไตล์แบบราชปุตที่มีการถอดแบบจากมงกุฏของพระนารายณ์ ตัวอาคารสูงทั้งหมด 5 ชั้น หรือราว 15 เมตรลักษณะเหมือนรังผึ้ง

หากดูไปที่แต่ละชั้นจะเห็นว่ามีการประดับด้วยระเบียงหินอ่อนที่ถูกแกะสลักเป็นลวดลายตาข่าย ยอกเลยว่าเขางานละเอ ียดมากจริงๆค่ะ จุดเด่นของที่นี้ อยู่ที่ช่องลมบริเวณหน้าต่างกว่าส 953 ช่อง ที่นอกจากช่วยให้อากาศไหลเวียนได้ดีสมชื่อพระราชวังสายลมแล้ว ยังเอาไว้สำหรับให้นางในที่อาศัยอยู่ในวังได้แอบมองออกมาภายนอกแบบไม่มีใครดูออกด้วยค่ะ ที่นี่เปิดทุกวันยกเว้นวันศุกร์ตั้งแต่ 9:00-16:30 น. นะคะ

ป้อมปราการแอมเบอร์ (Amber Fort), เมืองชัยปุระ (Jaipur)

5.ป้อมปราการแอมเบอร์ (Amber Fort), เมืองชัยปุระ (Jaipur)

ป้อมปราการแอมเบอร์ หรือป้อมอาเมร์ (Amer Fort) ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของเมืองชัยปุระเลยก็ว่าได้

ป้อมนี้ห่างจากชัยปุระไปทางตะวันออกขับรถใช้เวลาประมาณ 30 นาที ตั้งอยู่บนหน้าผาเหนือทะเลสาบเมาตา (Maota) ในเมืองอาเมร์ (Amer) สร้างโดยราชา มาน สิงห์ที่ 1 (Raja Man Singh I) ในปี ค.ศ. 1592 นั่นเอง

หนึ่งในสีสันของการเที่ยวที่นี่คือ การได้นั่งช้างเพื่อขึ้นไปยังป้อมนั่นเอง นอกจากภายนอกป้อมที่ว่าสวยแล้ว ภายในป้องก็อลังการไม่แพ้ข้างนอกเลยค่ะ ทั้งบรรยากาศภายในไปจนถึงการสลักลวดลาย หรือภาพวาด

โดยที่นี่จะถูกเรียกอีกชื่อนึงว่าพระราชวังอาเมร์ (Amer Palace) เพราะด้วยลักษณะภายในของเค้าจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ชั้น ด้วยทางเดินที่กว้างขวาง มีพระที่นั่งที่ทำจากหินอ่อน และหินทรายแดง ทั้งดิวัน-อิ-อัม หรือท้องพระโรง ดิวัน-อิ-กัส หรือท้องพระโรงส่วนพระองค์ ชีชมาฮาล

พระตำหนักของมหาราชาประดับด้วยกระจกทั้งโมเสก และกระจกสีต่างๆ จัย มานดีร์ (Jai Mandir) พระตำหนักที่มีกำแพงหินอ่อนแกะสลักสวยงามมากซึ่งอยู่ที่ชั้นสองนั่นเอง และสุกห์นิวาส (Sukh Niwas)

พระตำหนักที่จะให้ความเย็นสบายอยู่ตลอดเวลา เพราะโดยรอบตำหนักจะมีกลไกการให้ลมเป่าผ่านรางน้ำตกนั่นเอง นอกจากนี้ก็มี อารัม บักห์ (Aram Bagh) สวนรูปดาวแฉกสไตล์โมกุลสวยกรุบกริบที่จะมีให้เห็นระหว่างอาคารอีกด้วย ป้อมปราการแอมเบอร์เปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 8:00 น. – 17:30 น. ค่ะ

นครสีทองจัยซัลเมียร์ (Jaisalmer Golden City), เมืองจัยซัลเมียร์

6.นครสีทองจัยซัลเมียร์ (Jaisalmer Golden City), เมืองจัยซัลเมียร์

นครสีทองจัยซัลเมียร์ ห่างจากเมืองชัยปุระ (Jaipur) ออกไปทางตะวันตก 575 กิโลเมตร ถึงแม้อากาศจะทั้งร้อน และแห้งแล้ง ภาพแสงแดดที่สาดส่องลงบนพื้นที่อาคารบ้านเรือน ทำจากหินทรายสีเหลืองบนที่ราบสูงกลางทะเลทรายธาร์ (Thar Desert) เกิดเป็นวิวสีทองเหลืองอร่ามงามนักๆ ดึงดูดให้ผู้คนมาเที่ยวที่เมืองแห่งนี้ไม่ไกลจากชายแดนปากีสถานมากนัก

นอกจากนี้ยังมีป้อมจัยซัลเมียร์ (Jaisalmer Fort) ป้อมปราการขนาดใหญ่ที่อยู่บนยอดเขาใจกลางเมือง แตกต่างจากป้อมอื่นๆ ในอินเดีย ตรงที่ปกติแล้วป้อมจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย มีตั๋วเข้าชม แต่สำหรับที่นี่ใจดีให้เข้าฟรีจ้าา

ภายในมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ยาวนานแถมไม่มีเวลาเปิด และปิด ไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย บรรยากาศภายในก็ผ่อนคลาย สามารถเข้าดูภายใน แวะร้านขายอัญมณีท้องถิ่น ดูงานสิ่งทอ และพรมที่สวยแปลกตาสุดๆ

อีกหนึ่งสถานที่ที่ห้ามพลาดในเมืองจัยซัลเมียร์ คือการชมวิหารเชน (Jain Temple) ภายในป้อมจัยซัลเมียร์ ที่มีทั้งประวัติศาสตร์ ที่มาเบื้องหลังสิ่งประดิษฐ์

รวมถึงการออกแบบ และงานแกะสลักที่สวยสุดพลัง วิหารเชนอยู่ใกล้ๆ ลานจอดรถหลัก ถึงป้อมจัยซัลเมียร์จะมีลักษณะเป็นเขาวงกต โดยจะมีป้ายบอกทางอยู่ทั่วไป หรือสามารถถามพนักงานของแถวนั้นได้ถ้ากลัวหลง

ทัชมาฮาล (Taj Mahal), เมืองอัครา (Agra)

7.ทัชมาฮาล (Taj Mahal), เมืองอัครา (Agra)

ทัชมาฮาล สุสานหินอ่อน สถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก ได้รับยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกใหม่ ให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 2550 กินพื้นที่เกือบๆ 170,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำยมุนา (Yamuna River) ในสวนโมกุล (Mughal Garden) อำเภออัคระ (Agra District) รัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh)

ที่นี่ถูกสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน (Shah Jahan) แห่งจักรวรรดิโมกุล เพื่อเป็นอนุสรณ์ความรัก พระองค์มีพระมเหสีพระนามว่า อรชุมันท์ พานุ เพคุม (Arjumand Banu Begum) เจอกันครั้งแรกจักรพรรดิชาห์ชะฮัน อายุได้ 14 พรรษา พระองค์ทรงรัก และหลงใหลพระนางมากเป็น Love at First Sight เลยทีเดียว

หลังจากนั้น 5 ปีทั้งสองพระองค์ก็ได้อภิเษกสมรสกัน พระองค์ตั้งชื่อให้พระนางว่ามุมตัช มาฮาล (Mumtaz Mahal) ทั้งสองพระองค์ทรงรักกันมาก เห็นจักรพรรดิชาห์ชะฮันเมื่อไหร่ก็จะต้องเห็นพระนางอยู่ข้างกายไม่ห่างกันเลย

หลังจากพระนางให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 ก็ตกเลือดสิ้นพระชนม์ จักรพรรดิชาห์ชะฮันทรงเสียพระทัยมาก จึงตัดสินพระทัยสร้างทัชมาฮาลขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ความรักต่อพระนางผู้เป็นที่รัก จักรพรรดิชาห์ชะฮันทุ่มไม่อั้น! ทั้งแรงกาย แรงใจ และแรงเงินมหาศาลเพื่อสร้างอนุสาวรีย์นี้

โดยได้สถาปนิก อุสตาด อาห์เหม็ด ลาเฮารี (Ustad-Ahmad Lahori) เป็นคนออกแบบ ดรีมทีมก่อสร้างก็ไม่ธรรมดาพอๆ กับการรวมเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ ตั้งแต่ช่างก่ออิฐ ช่างตัดหิน ช่างฝังเลี่ยม ช่างแกะสลัก ช่างทาสี ช่างอักษร และช่างฝีมือดีอื่นๆ อีกเพียบจากทั่วทั้งอาณาจักรรวมไปถึงเอเชียกลาง และอิหร่าน (Iran) เพื่อร่วมกันทำภารกิจใหญ่ใช้เวลาในการสร้างทั้งหมด 22 ปี

เห็นแบบนี้แล้วอยากจะรีบแพ็กกระเป๋า เตรียมไป เที่ยวชม พร้อมถ่ายรูป กับสุดยอดสถาปัตยกรรมในอินเดีย กันแล้วใช่ไหมคะ แต่ที่นำเสนอมาทั้ง 7 ที่นี้ ยังเป็นเพียงแค่เศษส่วนหนึ่งของในประเทศอินเดียเท่านั้น ยังมีอีกหลายที่มากๆ รอให้เพื่อนๆได้ไปชื่นชม เช่นริมเแม่น้ำคงคา หรือจะเป็นถ้ำเอลโลร่า เป็นต้น

อ่านบทความเพิ่มเติม : อาหารคลีน
อ่านบทความเพิ่มเติม : ไปวัดด้วยกันมั้ย? เปิด 10 วัดไทยสวยๆ ไม่ไปถือว่าพลาด