7 countries to visit

เรามาคิดที่จะแหล่งท่องเที่ยวที่น่าไป หลังหมดช่วง COVID – 19 กันเถอะ ถ้าหมด ช่วง COVID – 19 แล้ว เพื่อนๆคงเบื่อกันการอยู่บ้านเต็มทน เราเลยอยากมาแนะนำ 7 ประเทศน่าเที่ยว ไว้ให้เพื่อนๆตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ? หลังหมดช่วง COVID – 19 ถือว่าวางแผนก่อนไปเที่ยวแล้วกัน

7 ประเทศน่าเที่ยว นั้นมีประเทศที่น่าสนใจมากเลย มีทั้งสายธรรมชาติ ที่ชอบไปเอาบรรยากาศหรือสายช้อปปิ้งก็ได้เหมือนกันน้า ติดตามกันต่อเลยยยย


1. ภูฏาน ( Bhutan )

Bhutan

ภูฏานมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าราชอาณาจักรภูฏาน ตั้งอยู่กลางเทือกเขาหิมาลัย ติดกับทิเบต ที่นี่มีเทือกเขาจำนวนมากจึงเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย

ภูฏานมีเมืองหลวงชื่อ “ทิมพู” (Thimphu) ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งเดียวในโลกที่ไม่มีสัญญาณไฟแดงตามถนน เพราะมีถนนเล็กๆ อยู่เพียงไม่กี่สายเท่านั้น เสน่ห์ของประเทศแห่งนี้ คือ ความสวยงามทางธรรมชาติและความเรียบง่ายของวิถีชีวิตผู้คนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมไว้ได้เป็นอย่างดีโดยไม่ได้รับการรบกวนจากความเจริญภายนอก

ที่นี่ไม่มีตึกสูงระฟ้า ไม่มีห้างใหญ่ๆ ไม่มีเขตเศรษฐกิจที่พลุกพล่าน มีแต่วัดและอาคารบ้านเรือนสถาปัตยกรรมแบบทิเบตที่สวยงามโดดเด่น เมื่อบวกกับวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายของผู้คนที่นี่แล้วยิ่งทำให้ภูฏานเป็นเสมือนต้นแบบของประเทศสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง

ฤดู : ประเทศภูฏานแบ่งออกเป็น 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ (ระหว่างเดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคม) ฤดูร้อน (ระหว่างเดือนมิถุนายน – เดือนสิงหาคม) ฤดูใบไม้ร่วง (ระหว่างเดือนกันยายน – เดือนพฤศจิกายน)
และฤดูหนาว (ระหว่างเดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์)

ภูฏานเป็นประเทศที่ท่องเที่ยวได้ตลอดปี สภาพภูมิอากาศเฉลี่ยจะอยู่ที่ 15 – 25 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน และ 5 – 10 องศาเซียลในเวลากลางคืน  ฤดูที่เป็นที่นิยมในการท่องเที่ยวมากที่สุดคือฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง เพราะเป็นช่วงเวลาที่อากาศแจ่มใส เย็นสบายกำลังดีและไม่มีเมฆฝน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะเป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้บานทั่วทั้งหุบเขา สวยงามน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับฤดูร้อนของภูฏานจะเป็นช่วงที่มีพายุฝน ใครอยากเห็นเทือกเขาเขียวชอุ่มชุ่มชื่นจากฝนก็ต้องมาในฤดูนี้ ส่วนฤดูหนาวจะเป็นช่วงที่อากาศเย็นจัดและมีหมอกลงหนา อาจมีหิมะตกประปราย


2. อังกฤษ ( England )

England


1. Birmingham

เป็นเมืองที่มีประชากรอยู่มากเป็นอันดับที่ 2 ในอังกฤษรองจาก London การเดินทางจาก London ก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่ขึ้นรถไฟมาประมาน 2 ชั่วโมง ก็มาถึงสถานีรถไฟ Birmingham New Street แล้ว แค่เดินออกมาปุ๊บอาจจะต้องร้องโอ้โหในใจ สถานีนี้พึ่งได้รับการปรับปรุงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ตัวอาคารดูทันสมัยมาก มีร้านค้าร้านอาหารมากมายภายในตัวสถานี

Birmingham


2. Chester

อาคารและบ้านเรือนทุกๆหลังในเมืองนี้ถูกสร้างมาเป็นสถาปัตยากรรมแบบ Tudor ทำให้ไม่ว่าหันไปทางไหนก็สามารถถ่ายรูปเอาไปลง Instagram ได้อย่างสวยงาม ดูเป็นบ้านเมืองแบบอังกฤษอย่างแท้จริง

จุดเด่นอย่างแรกที่อยากให้ไปชมคือนาฬิกา Eastgate Clock นาฬิกาที่ว่านี้ถือว่าเป็นนาฬิกาที่สวยที่สุดในอังกฤษรองจากนาฬิกา Big Ben เลยทีเดียว นอกจากการตกแต่งที่สวยงามอลังการแล้ว ด้านบนของตัวฐานนาฬิการยังเปิดให้ประชาชนสามารถเดินขึ้นไปชมบรรยากาศของเมืองในมุมสูงได้อีกด้วย

Chester Cathedral ถ้ามองด้านนอกอาจจะทำให้เผลอคิดไปได้ว่าเป็นโบสถ์ใหญ่ธรรมดา แต่ถ้าได้เข้าไปข้างในแล้วจะตื่นตาตื่นใจมากๆกับความละเอียดสวยงามของตัวอาคารและการตกแต่งโบสถ์

Chester


3. Leeds

ย่านใจกลางเมือง บริเวณนี้จะมีห้างที่มีการตกแต่งสวยงาม และ ใช้แสงจากธรรมชาติ หรือที่คนที่นี่เรียกกันว่า Arcade อยู่หลายแห่ง เช่น Queen’s Arcade, Thornton’s Arcade และ Cross Arcade ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ไม่ห่างกัน แต่ละที่สวยงามเหมาะกับการมาเดินเล่น ซื้อของและถ่ายรูปมากๆ

Leeds


4. York

เมืองทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษในเขต Yorkshire ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Leeds การเดินทางท่องเที่ยวในเมืองนี้ใช้เวลาประมาน 1 วันก็เดินได้ครบ หรือ จะค้างไปเลยอีก 1 คืนเพื่อเก็บบรรยากาศให้เต็มที่ก็สามารถทำได้ 

York


5. Cardiff

เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีแหล่งท่องเที่ยวเป็นสถานที่โบราณ แต่กลับกันในอีกฝากหนึ่งของเมืองก็มีสิ่งก่อสร้างทันสมัย ทำให้ผู้คนที่นี่อยู่ร่วมกับความเก่าและเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปในเวลาเดียวกัน

Cardiff


3. มาซิโดเนียเหนือ ( North Macedonia )

มาซิโดเนีย ประเทศเล็กๆ ในแถบมหาสมุทรบอลข่าน ปัจจุบันกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อด้านธรรมชาติ และวัฒนธรรมมากมายของประเทศ มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ High Scardus Trail ที่มีความยาวถึง 495 กิโลเมตร ทอดตัวยาวไปตามแนวเขา

North Macedonia


4. อารูบา ( Aruba )

เกาะขนาดเล็กในทะเลแคริบเบียน มีความยาวเพียง 32 กิโลเมตร ที่นี่ได้รับสมญานามว่าเป็น Sunrise City นอกจากวิวทิวทัศน์ของทะเลงามในแบบแคริบเบียนแล้ว ทั้งเมืองนี้ยังเต็มไปด้วยสีสันของอาคารต่างๆ ที่แต่งแต้มด้วยงานศิลปะ ของศิลปินทั้งใน และต่างประเทศ

Aruba


5. เอสวาตินี ( eSwatini )

อาณาจักรเอสวาตีนี ชื่อเดิมคือ สวาซิแลนด์ อีกหนึ่งประเทศที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม การผจญภัยและสัตว์ป่า อยู่ในแถบแอฟริกาตอนใต้ ที่เที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นอุทยานแลเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า รวมถึงกิจกรรมแอดเวนเจอร์อย่าง เดินป่า ล่องแก่ง ซิปไลน์ และอีกมากมาย

eSwatini


6. คอสตาริกา ( Costa Rica )

คอสตาริกา กำลังเป็นประเทศที่เน้นหนักเรื่องการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด โดยมีจุดเด่นด้านความหลากหลายของสัตว์ป่าในแต่ละสปีชีส์ ที่ล้วนหาชมได้แค่ที่นี่เท่านั้น รวมถึงกิจกรรมการผจญภัย

Costa Rica


7. เนเธอร์แลนด์ ( The Netherlands )

The Netherlands



1.ล่องเรือในคลองอัมสเตอร์ดัม ( Canal Cruise, Amsterdam )

อัมสเตอร์ดัมเมืองหลวงแห่งคลองของเนเธอร์แลนด์ ในอดีตคลองเหล่านี้ถูกใช้ในการสัญจรและการขนส่ง แต่ในปัจจุบันลำคลองทุกสายถูกใช้ในเชิงการท่องเที่ยว อัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองที่มีทัศนียภาพอันงดงามรวมทั้งตึกรามบ้านช่องและสถาปัตยกรรมต่างๆซึ่งยังคงเป็นศิลปะโบราณแบบสเปนผสมเรอเนอซองส์ ตลอดจนเรือนแพที่จอดตามลำคลองก็ล้วนแล้วแต่สวยงามแปลกตา

Canal Cruise, Amsterdam


2.พิพิธภัณฑ์แห่งชาติแห่งอัมสเตอร์ดัม ( Rijksmuseum )

ตั้งอยู่ระหว่าง Stadhouderskade กับ Museumplein ก่อสร้างขึ้นในปี 1800 และย้ายมายังที่ตั้งปัจจุบันในปี 1885 โดยสถาปนิกชาวดัทช์ Pierre Cuypers เป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างอย่างวิจิตรงดงามตามแบบศิลปะแนวกอธิกและเรเนซองส์โดยทั้งภายนอกและภายในของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้หรูหราอลังการราวกับพระราชวังเลยทีเดียว 

Rijksmuseum


3.จัตุรัสดัมสแควร์ ( Dam Square )

จัตุรัสแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คของอัมสเตอร์ดัมกันเลยทีเดียว  เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเนเธอร์แลนด์หลายแห่ง อาทิเช่นพระราชวังหลวง (Royal Palace) อนุสรณ์สถานสงคราม (War Mermorial) โบสถ์ใหม่(New Church) และอนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพ รูปทรงกรวยสีขาว ซึ่งสร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2

Dam Square


4.หมู่บ้านกังหันลมโบราณ ( Zaanse Schans )

เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศเนเธอร์แลนด์ มีกังหันลมนับร้อยแห่ง ซึ่งใช้ช่วยในการผลิตสีทาไม้ น้ำมัน มัสตาร์ด กระดาษ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ได้ถูกจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ ร้านขายของที่ระลีก และศูนย์ฝึกอบรม แต่บางหลังก็ยังใช้เป็นที่อยู่อาศัยส่วนตัวอีกด้วย

Zaanse Schans


5.พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ ( Van Gogh Museum )

พิพิธภัณฑ์ภาพวาดของแวนโก๊ะ จะตั้งอยู่ด้านหลังของ Rijksmuseum มีภาพวาดมากกว่า 200 ภาพ ซึ่งภาพของแวนโก๊ะส่วนใหญ่จะสะท้อนมาจากความรู้สึกของเขา เช่น ภาพ The Potato Eaters แสดงให้เห็นชีวิตที่ยากลำบากของคนยากจนในชนบทที่เขาอาศัยอยู่ในเวลานั้น นอกจากนี้ยังมีภาพที่เป็นที่รู้จักอันดับต้นๆ เลยก็คือ Bedroom in Arles และ Vase with Sunflowers

Van Gogh Museum


6.ทะเลวาดเดน ( The Wadden Sea )

เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของสองประเทศ ตั้งอยู่ชายแดนประเทศเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ เป็นพื้นที่ซึ่งรัฐบาลของทั้งเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ร่วมมือกันป้องกันและอนุรักษ์ธรรมชาติพร้อมกับพัฒนาด้านการท่องเที่ยว เพื่อมิให้กระทบต่อระบบนิเวศน์ของบรรดาสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ ทะเลวาดเดนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำมีขนาดกว่า 10,000 ตารางกิโลเมตร อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอาศัยและอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก 

The Wadden Sea


7.สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเนเธอร์แลนด์ ( Efteling )

สวนสนุกแห่งนี้เป็นทั้งสวนสาธารณะและสวนสนุก เคยได้รับรางวัล Applause award ว่าเป็นสวนสนุกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1952  สวนสนุก Efteling มีพื้นที่ครอบคลุมถึง 650,000 ตารางเมตร และยังเป็นสวนสนุกที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย Efteling Nature Park Foundation ได้ก่อตั้งขึ้นโดยนายกเทศมนตรีแห่งเมือง Loon

โดยสถาปนิกผู้ออกแบบและก่อสร้างคือ Anton Pieck ยอดสถาปนิกชาวดัตช์ ภายในสวนสนุกแห่งนี้นอกจากส่วนที่เป็นเครื่องเล่นและแหล่งสร้างความบันเทิงอย่างรถไฟเหาะ บ้านผีสิง หรือเรือผีของชาวดัตช์ ก็ยังมีส่วนที่เป็นสวนสาธารณะ และ ส่วนที่เป็นดินแดนแห่งเทพนิยายร่วมอยู่ด้วย

Efteling


8.พระราชวังหลวง ( ROYAL PALACE )

สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1655 โดยสถาปนิก ยาคอบ ฟาน กัมเปน เป็นผู้ออกแบบ เป็นพระราชวังเก่าแก่ หนึ่งในสามของพระราชวังในเนเธอร์แลนด์ที่ควีนเบียทริกซ์ทรงงานราชการ ตลอดจนไว้รับแขกบ้านแขกเมือง หรือทำพิธีสำคัญๆ ของชาติ ทั้งภายในและภายนอกของพระราชวังแห่งนี้มีการประดับตกแต่งไว้อย่างวิจิตรงดงามเป็นอย่างยิ่ง 

ROYAL PALACE


9.กาลเวอร์ สตราท ( Kalver Straat )

ถนนสายชอปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของอัมสเตอร์ดัม ตลอดสองข้างทางของถนนเส้นนี้ประกอบไปด้วยร้านค้ามากมาย สินค้ามีให้เลือกซื้อหลากหลายทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่สินค้าแฟชั่นแบรนดัง เพชรพลอย ของกิน ของใช้ไปจนถึงของที่ระลึก

และสินค้าพื้นเมืองอย่าง ชีส และรองเท้าไม้ ซึ่งผลิตจากไม้พลับเพลา ส่วนไฮไลท์ของถนนเส้นนี้ก็คือ ห้างสรรพสินค้าPeek&Cloppenburg ซึ่งชั้นบนของห้างแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ  พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซด์ (Madame Tussauds Scenerama) ภายใน พิพิธภัณฑ์จัดเป็นนิทรรศการหุ่นขี้ผึ้งบุคคลสำคัญต่างๆ มากมาย 

Kalver Straat


10.ย่านโคมแดง ( Red Light District )

แหล่งบันเทิง rate x สำหรับผู้ใหญ่ที่โด่งดังไปทั่วโลก ตั้งอยู่กลางเมืองอัมสเตอร์ดัม ในประเทศเนเธอร์แลนด์การให้บริการทางเพศถือว่าเป็นอาชีพอิสระที่ถูกกฎหมาย และย่านนี้ก็คือ แหล่งขายบริการทางเพศที่ใหญ่ที่สุดในอัมสเตอร์ดัม ยามค่าคืนย่านนี้จะมี นักท่องเที่ยวแน่นขนัด บ้างเดินชมตู้กระจกบ้างแวะเวียนกันตามร้าน sex shop ซึ่งขายสินค้าเกี่ยวกับทางเพศมากมายหลากหลาย 

Red Light District


11.โรงงานผลิตเบียร์ไฮเนเก้น ( Heineken Experience )

เบียร์ไฮเนเก้น เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จัก ต้นกำเนิดของเบียร์ไฮเนเก้นอยู่ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1864 ปัจจุบันไฮเนเก้นเป็นบริษัทผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก

เป็นเบียร์ที่มีคุณภาพและรสชาติดีที่สุด การันตีด้วยรางวัลมากมาย ต่อมา โรงงานผลิตเบียร์ไฮเนเก้นได้ปิดตัวลง และถูกดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมแทน โดยภายในจะจัดแสดงประวัติตั้งแต่ก่อตั้งโรงเบียร์แห่งนี้ขึ้นมา ขั้นตอนการผลิตเบียร์และยังเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถลิ้มลองรสชาติของเบียร์ได้อีกด้วย

Heineken Experience

🔅 แนะนำแหล่งท่องเที่ยว : แมทเทอร์ฮอร์น (Matterhorn)

🔅 แนะนำที่เที่ยว ที่กิน : บุฟเฟ่ต์แซลมอน